วันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2553

พระแก้วแดง

พระแก้วแดงเป็นรูปลักษณ์แทนบารมีรวมพระศรีฯ ทั้งหมดทั้งมวล
และเป็นจุดศูนย์กลางเชื่อมโยงบารมีรวมของโพธิญาณทุกท่าน
ที่ปรารถนาสร้างบารมีและฝากกระแสไว้กับพระศรีฯ

ฉะนั้น เวลาเราท่านน้อมบารมีองค์พระแก้วแดงเข้าตัวเรา
ก็จะได้รับบารมีรวมพระศรีฯ บารมีรวมเหล่าโพธิญาณทุกๆองค์ กำลังจึงมีมาก
แต่ไม่ใช่ว่า ท่านที่จับภาพหลวงปู่ดู่ หรือหลวงปู่ทวด
ก็ใช่ว่ากำลังท่านจะน้อยนะ....กำลังท่านมีเยอะ มีมากมาย มหาศาล ....


พระพุทธเจ้า มี 3 แบบ
ปัญญาธิกะ บำเพ็ญบารมี 4 อสงไขย์ กับอีกแสนมหากัปป์
ศรัทธาธิกะ บำเพ็ญบารมี 6 อสงไขย์ กับอีกแสนมหากัปป์
วิริยะธิกะ บำเพ็ญบารมี 12 อสงไขย์ กับอีกแสนมหากัปป์
พระศรีฯ ท่านบำเพ็ญบารมีแบบวิริยะธิกะก็จริง
หากแต่ว่าท่านบำเพ็ญบารมีเกินนั้นมากโข
...ท่านบำเพ็ญบารมี 16 อสงไขย เยอะจริงๆ


พระศรีฯ ท่านสร้างท่านทำบารมีพิเศษ
กำลังท่านจึงเยอะช่วยเหลือผู้ที่มีกระแสเกี่ยวข้องเนื่องอยู่กับท่านได้เยอะ
เราที่เป็นลูกศิษย์(ในชาตินี้) จึงพลอยได้รับอานิสงส์
ได้มารับรู้เรื่องราวของท่าน ได้เรียนรู้สรรพวิชาของท่าน
(วิชาภูตพระพุทธเจ้า ,การแผ่บุญ ปรับภพภูมิ ,การครอบวิมาน อื่นๆ อีกมากมาย
ที่เปิดเผยได้ และที่ไม่สามารถเปิดเผย เพราะเป็นปัจจัตตังเป็นความรู้พิเศษเฉพาะตัว ฯลฯ)


ไม่ใช่เหตุบังเอิญนะ ที่ เหล่าเราท่านได้มารับรู้เรื่องราวของพระศรี
เรื่องราวของหลวงปู่ ไม่ใช่เหตุบังเอิญเลย
....นั้นเป็นเพราะ เราท่านต่างเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันมากับหลวงปู่
ไม่ภพใดก็ภพหนึ่ง ในอดีตกาล ที่ผ่านมา
นั้นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ ชาตินี้ ภพนี้ เราท่านได้มาพบได้มาเรียนรู้วิชา
ศึกษาข้อธรรมแนวทางการปฏิบัติ
ได้มาฝากกระแสต่อเนื่อง กับหลวงปู่...นั้นเพราะคำๆเดียว คือ


"กระแสเดิม"

พระแก้วแดงกับโพธิญาณ
ถึงโพธิญาณทุกท่าน...
-ทั้งท่านที่รู้ตัวเองว่ามีปรารถนามีความต้องการที่จะช่วยสัพสัตว์
ช่วยเหลือสัตว์โลก ขนเหล่าสัตว์ทั้งหลายให้หลุดออกจากวัฏสงสาร 3 แดนโลกธาตุนี้
เข้าสู่กระแสพระนิพพานเป็นที่สุด
เค้าเหล่านี้ต้องสร้างบารมีมากมายมหาศาลเพื่อการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในกาลข้างหน้า


-ทั้งท่านที่ยังไม่รู้ตัวว่าเรา ปรารถนาอะไร
...ยังไม่รู้ว่าตนเองเคยปรารถนาพุทธภูมิมาก่อน
...แต่ในความเป็นจริงนั้น
ตนเองได้สร้างได้ทำบารมีมามากหลายยุค หลายภพ หลายชาติแล้ว
เพียงแต่ชาตินี้ ยังระลึกไม่ได้เท่านั้นเองว่าตนเองปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าในกาลข้างหน้า


-และท่านที่เพิ่งตั้งจิตปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล เพิ่งเริ่มสร้างบารมีในชาตินี้

พระแก้วแดง
ใช่ว่าจะมีพลังงาน ,มีพุทธคุณหรือมีกำลังมากเท่านั้น
...พระแก้วแดงยังมีนัยสำคัญอื่นอีก...


สำหรับพุทธภูมิ
พระแก้วแดงเป็นเสมือนศูนย์กลาง
พลังงานที่บรรดาเหล่าโพธิญานได้ฝากกระแสฝากพลังงานเอาไว้
สำหรับเหล่าบรรดาพุทธภูมิทั้งหลายได้มาน้อมนำบารมีนี้ไปสร้างบารมีต่อยอด...

เช่น..

กรณีศึกษาที่ ๑ ไม่ได้รู้จักพระแก้วแดง..
-หมวดอรรถ (ขอยืมชื่อทีนะน้องพี่) เกิดมาชาตินี้
พึงระลึกได้ว่าตนเองปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าในกาลข้างหน้า
จึงได้ขนขวายสร้างบารมีอย่างมากมาย
ตั้งแต่วัยรุ่น จนเข้าสู่วัยหนุ่ม กระทั่งวัยชรา
เค้าเพียรสร้างบารมีโดยอาศัยกำลังที่ตนเองมีในชาตินี้
เค้าก็จะสร้างบารมีได้แบบลุ่มๆ ดอนๆ
...แถมพ่วงด้วยเจ้ากรรมนายเวรที่ตามมาทวงสัญญาเป็นพักๆ
ทวงสัญญาเป็นพักๆของพุทธภูมินี่..ไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ มากโขที่เดียว
โดนเจ้ากรรมนายเวรเล่นแต่ละที แทบปางตาย
แล้วไม่ใช่แทบปางตายแค่ครั้ง หรือสองครั้ง
.......ในช่วงวาระชีวิตหนึ่งที่เกิดมาของหมวดอรรถ
จะเจอสภาวะแทบปางตายบ่อยมาก นี่แหละ พุทธภูมิ ลำบากใช่เล่น

เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด สร้างบารมีอยู่อย่างนี้ เป็นอสงไขย์ ป็นกัปป์ ...

กรณีศึกษาที่ ๒ ได้รู้จักพระแก้วแดง
..แล้วรู้วิธีรวมบารมีน้อมนำมาใช้

-หมวดอรรถ(อีกรอบนะน้องพี่)
เกิดมาชาตินี้ รู้ว่าตนเองปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าในกาลข้างหน้า
จึงเร่งสร้างบารมี ...สืบเนื่องด้วยบารมีเดิม
ที่เคยเกี่ยวข้องเคยฝากกระแสกับหลวงปู่ ,พระศรีฯ มาเก่าก่อน
จึงได้มารับรู้เรื่องราวของหลวงปู่ ได้เรียนรู้วิชาที่หลวงปู่สอน
ได้รู้ว่าพระแก้วแดงนั้นเป็นรูปลักษณ์ที่รวมบารมีของพระศรีฯและบารมีรวม
เหล่าโพธิญาณทุกท่านที่เกี่ยวเนื่องกับหลวงปู่
(ซึ่งทุกองค์ที่จะลงมาจุติใน โลกเพื่อสร้างบารมี
ต้องเกี่ยวเนื่องกับหลวงปู่โดยปริยาย
...เพราะท่านเป็นโพธิญาณองค์ใหญ่
เป็นโพธิญาณที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป
...นั้นแหละบารมีรวม รวมหมดจริงๆ)


หมวดอรรถ จึงสามารถน้อมนำบารมีของพระแก้วแดง
บารมีรวมโพธิญาณเพื่อรวมบารมีเดิมของตน เองตั้งแต่อดีตปัจจุบัน
มาใช้ประโยชน์เพื่อสร้างบารมีในชาตินี้ได้

อาจจะมีคำถามว่า...ดีอย่างไร..? ก็สร้างบารมีเหมือนกัน ...!!
ขอตอบว่า...ต่างกันมาก...

การสร้างบารมีโดยสามารถรวมบารมีเดิมมาช่วยสร้างนั้น
จะทำให้การสร้างบารมีเป็นไปโดยง่าย
ไม่มีอุปสรรคใดใด มาขวางการสร้างบารมี
ด้วยกำลังของพระแก้วแดง บุพกรรมที่หมวดอรรถต้องเสวย
ต้องชดใช้ในชาตินี้เนื่องเพราะถึงวาระ นั้น
...ก็ยังต้องชดใช้อยู่ดีนั้นแหละ
...อ้าว แล้วมันจะดียังไง
....ก็ดีตรงที่ แทนที่หมวดอรรถจะต้องรับกรรมไปเต็ม 100 ส่วน
ก็จะเหลือซัก 40-50 ส่วนเท่านั้นที่ต้องเสวยกรรม
ด้วยกำลังของพระแก้วแดง ช่วยลดทอนบุพกรรม
ด้วยกำลังบุญของพระศรีฯ ที่แผ่ไปให้เจ้ากรรมนายเวร
หากเจ้ากรรมนายเวรสามารถรับบุญนั้นได้
เค้าเหล่านั้นก็จะปรับเปลี่ยนสภาวะ ไปสู่ สุขคติภูมิทันที
ที่หมวดอรรถทำนั้นถือเป็นการช่วยตนเองและช่วยเจ้ากรรมนายเวรไปในตัว
นี่แหละ กำลังของพระศรีฯ กำลังรวมของเหล่าบรรดาโพธิญาณ
และกำลังรวมของหมวดอรรถ ทั้งหมดทั้งมวลนี้รวมอยู่ในรูปลักษณ์ของ


" พระแก้วแดง "

เช่นนี้ ...หมวดอรรถ จึงสามารถสร้างบารมีได้มาก
สร้างบารมีได้โดยง่ายกว่า กรณีที่ ๑ มากมายนัก...


วลีอมตะที่กล่าวว่า
"โพธิญาณต้องเรียนกับโพธิญาณเท่านั้น"
เป็นจริงแน่แท้ หากโพธิญาณท่านนั้นต้องการที่จะรู้เกี่ยวกับเรื่องราวสืบมาของโพธิญาณ
ต้องการที่จะเรียนการสร้างบารมีของโพธิญาณ
ต้องการทราบประเพณีของเหล่าพุทธภูมิ ฯลฯ


เรื่องเหล่านี้ นับเป็นเรื่องใบไม้นอกกำมือ ไม่มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฏก
เป็น
ความรู้และเรื่องราวที่ต้องแสวงหาของเหล่าพุทธภูมิ
...จึงเป็นที่มาของเรื่องการ ต่อกระแสของพุทธภูมิ
เนื่องด้วยพุทธภูมิหรือเหล่าบรรดาโพธิญาณ
...แม้นว่าบารมีของท่านเหล่านั้นจะเต็มแล้วก็ตามที
แต่จริตเดิม นั้นยังมีอยู่
(ความเมมตา ความปรารถนาต้องการให้สรรพสัตว์พ้นทุกข์)
ท่านเหล่านั้นจึงมิได้ นิ่งเฉย เสวยสุขอยู่บนวิมานของแต่ละท่านแต่อย่างใด...
หากแต่ ทุกท่านต่างก็ลงมาจุติลงมาเกิดเพื่อช่วยเหลือสัตว์โลก
ตามวาระของแต่ละท่าน
(ท่านจะเล็งรู้เองว่า เมื่อใดจึงจะเหมาะสมที่จะลงมา)
...เมื่อท่านเหล่านั้นลงมา ก็ เหมือนกับเริ่มใหม่ เกิดใหม่ มาเรียนรู้ใหม่
...การสร้างบารมีนั้น
ท่านก็จะอาศัยเรียนกับโพธิญาณรุ่นพี่หรือรุ่นน้องที่มาจุติก่อน
(โพธิญาณจะ ต้องเรียนกับโพธิญาณ)
นี่แหละมาเรียนรู้ไว้ มาต่อกระแสสืบต่อๆกันไป
ไม่มีที่สุดตราบใดยังมีผู้ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าอยู่...


ณ ถ้ำใหญ่ .....หลังจากสวดมนต์เสร็จ

หลวงตาม้าและคณะศิษย์
เสวนาพาทีสอบถามเรื่องการปฏิบัติธรรม ....


ขณะนั้นหลวงตาได้พูดขึ้น
โดยมองไปที่ศิษย์คนหนึ่งว่า...


"เอ๊า ไหนลองกำหนดไปดูพระแก้วแดงซิ องค์จริงเป็นยังไง
อยู่ที่ไหน ...? "


ศิษย์คนนี้เพิ่งเริ่มฝึกภูติพระพุทธเจ้า
หรือวิชาที่พวกเรารู้จักและเรียกกันในชื่อว่า "วิชาเปิดโลก"

เค้าตอบรับคำหลวงตา ...นั่งในอริยาบทสบายๆ
แล้วจัดแจงถอดประคำพระที่เพิ่งได้รับจากหลวงตาเมื่อตอนกลางวัน
มากำไว้... มือขวากำพระ วางมือที่กำพระไว้บนมือซ้าย หลับตาพริ้ม....
ทำใจให้สบายที่สุด จับภาพหลวงปู่ยืนยิ้มอยู่
แล้วบอกกับหลวงปู่ในใจว่า หลวงปู่ครับ
หลวงตาถามผมว่าพระแก้วแดงเป็นยังไง อยู่ที่ไหน
...หลวงปู่พาลูกไปดูได้ไหมครับ ...


ฉับพลันทันใดนั้น ...หลวงปู่ที่ยืนยิ้มอยู่ก็หันหลังให้
ภาพหลวงปู่ก็เปลี่ยนไป เร็วมาก เปลี่ยนเป็นสถานที่ๆ เค้าไม่รู้จัก
เย็นมาก เหมือนเป็นถ้ำ ...ที่ใหญ่และสะอาด
มีทางเดินไปข้างหน้า ข้างทางจัดวางด้วยเพชรนิลจินดา
ระรานตาไปหมด แต่แปลก จิตบอกว่า เป็นของทิพย์ทั้งนั้น
เป็นของที่มีคนเค้าเอามาถวายบูชา
เราก็เดินไป เรื่อยๆ ไม่นานนัก
ก็พบ โถงใหญ่ ใหญ่โตมาก กว้าง เหมือนโดม
แต่เป็นโดมที่มีเพดานเป็นผนังถ้ำ มีพระองค์ใหญ่ ตั้งอยู่กึ่งกลางห้องโถง


พระแก้วสีแดง
เราอุทานในใจ ...สวยงามมาก
องค์ท่านเป็นพระทรงเครื่องจักรพรรดิ์
วรรณะสมบูรณ์ไม่อ้วนมาก ไม่ผอมนะ อวบๆ นิดๆ
...เนื้อผิวองค์พระเป็นสีแดงกล่ำ
แต่มองดู เหมือนใส เหมือนทึบ อธิบายยาก...
ทำไมองค์พระช่างใหญ่โตมโหฬารเช่น นี้..(อุทานในใจ)
ใหญ่กว่าพระแก้วแดง ที่ประดิษฐานอยู่ในถ้ำใหญ่
ที่เราสวดมนต์ไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่าขนาดองค์พระ ต่างกันลิบลับ ...


ด้านซ้าย-ขวาของพระแก้วแดงองค์ใหญ่
มีแท่นหินสีขาวสวยงามมากๆ ตั้งอยู่ทั้งสองฝั่ง
บนแท่นมีคนนั่งอยู่...ไม่ใช่คนแน่ๆ คนอะไร
จะมีรัศมีกระจายออกมาจากกาย(เหมือนเทวดาเลย)
คนทางด้านซ้ายมือมีรัศมีสีทอง
ส่วนคนด้านขวามือมีรัศมีสีแดงกระจายออกมาจากกาย...
ในใจไม่ได้รู้สึกกลัวแต่ อย่างใด รู้สึกสบายมากๆ
เราเดินเข้าไป ด้านหน้าขององค์พระแก้วแดง
เหมือนคนทั้งสองเค้าไม่สนใจเราเลย
ทั้งสองมองมาที่เราแล้วก็ยิ้มให้ จากนั้นเค้าก็นั่งทำสมาธิของเค้าต่อไป ....


เมื่อมายืนต่อหน้าองค์พระแก้วแดงแล้ว
ตัวเราเล็กมากๆ ถ้าจะเปรียบก็เหมือน เราเป็นตุ๊กตาช้างม้า
(ตุ๊กตาแก้บนที่เค้าถวายวางไว้หน้าพระประธานตามศาลหลักเมือง
คงนึกภาพออกนะครับ)
ขณะที่องค์พระแก้วแดงมีขนาดเท่าพระประธานหน้าตัก 60 นิ้ว
ยังไงยังงั้น ใหญ่มากจริงๆ นี่แค่เปรียบเทียบนะ
จริงๆ แล้ว องค์พระแก้วแดงใหญ่โตมาก ไม่รู้จะบรรยายยังไง
ในสภาวะทิพย์กับในโลกความเป็นจริง มันต่างกันนะ ...


เราก้มลงกราบพระแก้วแดงองค์ใหญ่
จากนั้น ก็ก้มกราบไปที่คนทั้งสองฝั่งที่นั่งบนแท่น
เพราะเริ่มมั่นใจแล้วว่า ทั้งสองไม่ใช่คนธรรมดา
...เมื่อก้มกราบลงไปนั้น เหมือนหลวงปู่ทำให้เห็นเป็นภาพ ท็อปวิวเลย
เหมือนเรามองลงมาจากบนผนังเพดานถ้ำ
มองเห็นเป็นพญานาค 2 ท่านขดอยู่บนแท่นทั้งสองนั้น...


" องค์ด้านซ้ายเป็นพญานาคสีทอง องค์ด้านขวาเป็นพญานาคสีแดง "

สิ้นสงสัยทันที ที่เราเห็นคงเป็นพญานาค
ที่ดูแลองค์พระแก้วแดงนี้เป็นแน่แท้
....ดีจังเลย ได้เห็นกราบพระแก้วแดงองค์จริง
ได้เห็นพญานาคที่ดูแลรักษาพระแก้วแดง....ทั้งสองท่าน


ได้ยินเหมือนหลวงปู่บอกมาว่า
พระแก้วแดงนี้ อยู่เมืองบาดาล พญานาคเค้าดูแลรักษาไว้ให้
อนาคตในยุคพระศรี คนในยุคนั้นจะมีร่างกายที่ใหญ่โตมาก
เหตุนี้เองพระแก้วแดงจึงมีวรรณะลักษณะใหญ่โตเกือบคับเต็มถ้ำ
พระแก้วแดงนี้ ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก
เวลานั่งสมาธิ สามารถจับพระแก้วแดงเป็นพุทธนิมิต พุทธานุสติ ได้ ...

จากนั้นภาพก็เปลี่ยนเป็นหลวงปู่ยืนยิ้มอยู่ต่อหน้าเราเหมือนเดิม ...เราก็ลืมตาขึ้น
(ช่วงเวลาที่หลวงปู่พาไปเมืองบาดาลนั้น เร็วมาก ไม่นานเลย)


หลวงตาถามขึ้นว่า ...ว่าไง
ศิษย์ก็ตอบไปว่า ...
"พระแก้วแดงอยู่เมืองบาดาลครับ องค์ใหญ่มากๆ
มีพญานาคดูเฝ้ารักษาดูแลอยู่ 2 ท่าน"
หลวงตา
" ถูก ....ตามนั้นแหละ องค์จริงอยู่ที่เมืองบาดาล
รอวาระ รอยุคพระศรีอริยเมตไตรย
เมื่อถึงยุคนั้น พระแก้วแดงจะปรากฎขึ้นมาเอง
ด้วยบุญฤทธิ์ของพระศรีอริยเมตไตรย
ให้คนในยุคนั้นได้กราบไหว้บูชา
...พระแก้วแดงจึงเป็นเสมือนรูปลักษณ์ที่รวมบารมีของพระศรีฯทั้งหมดไว้
เป็นรูปที่ให้นามจับ พลังเหนือพลัง...."


เป็นอันว่า ในวันนั้นศิษย์ ผ่านการทดสอบจากหลวงตา
เพราะบารมีของหลวงปู่ดู่โดยแท้ ...

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น